ค่าแอร์กินงบบ้านมากที่สุดในบ้านไทย บทความนี้สอนคำนวณค่า BTU ตามขนาดห้อง อ่านฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เลือกแอร์ inverter กับแบบธรรมดาให้ถูกการใช้งาน พร้อมเคล็ดลับตั้งอุณหภูมิให้เย็นสบายโดยไม่เปลืองไฟ
คำนวณ BTU จากขนาดห้องก่อนเป็นอย่างแรก
กฎง่ายๆ คือห้องขนาดประมาณห้าตารางเมตรต้องการแอร์ราวเก้าพัน BTU ห้องสิบสองตารางเมตรใช้สิบสองพัน ห้องยี่สิบห้าตารางเมตรขึ้นไปควรข้ามไปสองหมื่นสี่หรือสองหมื่นเจ็ดพันขึ้นไป ถ้าห้องโถงใหญ่หรือฝ้าสูงเกินสามเมตร ให้บวกเพิ่มอีกราวสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เลือก BTU ต่ำเกินไปแอร์จะทำงานหนักจนค่าไฟพุ่งและเย็นไม่ทั่วห้อง เลือกสูงเกินไปก็เปลืองเงินตอนซื้อโดยไม่จำเป็น
ฉลากเบอร์ 5 กับค่า SEER อ่านยังไง
ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 คือเครื่องหมายรับรองจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ยิ่งจำนวนดาวมากยิ่งประหยัด ส่วนค่า SEER คือตัวเลขประสิทธิภาพการทำความเย็นต่อพลังงานไฟฟ้า ยิ่งสูงยิ่งคุ้มในระยะยาว แอร์ที่ราคาแพงกว่าสองสามพันบาทแต่ค่า SEER สูงกว่า มักคืนทุนจากค่าไฟภายในหนึ่งถึงสองปี
- เทียบค่า SEER ของรุ่นขนาด BTU เท่ากันเท่านั้น
- เช็กว่ามีฉลากเบอร์ 5 จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา
- ห้องนอนที่เปิดทั้งคืนได้ผลตอบแทนจาก inverter ชัดที่สุด
- ห้องที่เปิดชั่วคราว เช่น ห้องรับแขก อาจใช้แบบธรรมดาก็พอ
inverter ต่างจากแบบธรรมดาอย่างไร
แอร์ธรรมดาจะสตาร์ทเต็มกำลังแล้วหยุดเมื่อถึงอุณหภูมิ สลับไปมาเรื่อยๆ ทั้งคืน ส่วนแอร์ inverter ปรับความเร็วคอมเพรสเซอร์ต่อเนื่อง เข้าสู่โหมดรักษาอุณหภูมิแบบเงียบและกินไฟน้อย แบรนด์ใหญ่อย่าง Mitsubishi Electric, Daikin, LG และ Samsung ล้วนมีรุ่น inverter ให้เลือกหลายช่วงราคา จุดต่างหลักคือความทนทานของคอมเพรสเซอร์และเสียงรบกวน ควรลองฟังเสียงรุ่นที่สนใจที่ร้านก่อนตัดสินใจ
เคล็ดลับใช้แอร์ให้ค่าไฟไม่บาน
ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ยี่สิบห้าถึงยี่สิบเจ็ดองศา ปิดประตูห้องและม่านกันแดดช่วงบ่าย ทำความสะอาดแผ่นกรองทุกสองสัปดาห์ และล้างแอร์ปีละครั้ง เพราะฝุ่นเกาะคอยล์เย็นเพียงหนึ่งมิลลิเมตรก็ทำให้กินไฟเพิ่มได้ถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ทำครบทุกข้อนี้แอร์เบอร์ 5 ธรรมดาก็เย็นสบายโดยไม่ทำบิลไฟบานปลาย